AREA เผยประเทศไทยครองอันดับ 1 ในฐานะเป็นประเทศที่ขายที่อยู่อาศัยได้มากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวนกว่า 200,000 ยูนิตคิดเป็นมูลค่าเกือบ 600,000 ล้านในปี 2555 ที่ผ่านมา
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA เปิดเผยว่าในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถขายที่อยู่อาศัยได้ทั้งหมดรวม 206,562 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าที่ประเมินไว้รวม 578,588 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในจำนวนสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
กรุงเทพฯ และปริมณฑลครองอัตราส่วนของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดสูงถึง 52% โดยมีพัทยา (6.3%) ภูเก็ต (5.3%) ชะอำ-หัวหิน (5.0%) และ เชียงใหม่ (3.9%) ตามมาเป็นอันดับที่ 2-5 ตามลำดับ หากพิจารณาจากมูลค่าเฉพาะ 5 เมืองแรกจะพบว่ามีมูลค่ารวมกันสูงถึง 72.5% หรือ3 ใน 4 ของมูลค่าทั้งหมด
ดร.โสภณตั้งข้อสังเกตว่าเมืองหลักๆ ที่มีผู้ซื้อที่อยู่อาศัยมากนั้นส่วนมากเป็นเมืองท่องเที่ยว ในขณะที่เมืองหลักในจังหวัดภูมิภาค มีผู้ซื้ออยู่ไม่มากนัก เช่น หาดใหญ่ (1.9%) ขอนแก่น (1.8%) นครราชสีมา (1.1%) สุราษฎร์ธานี (0.8%) อุดรธานี (0.6%) และเชียงราย (0.6%) เท่านั้น ในหลายพื้นที่หน่วยที่ขายได้ในปีที่ผ่านมามีมากกว่าหน่วยที่เปิดใหม่ในปีเดียวกันเสียอีก โดยเฉพาะในกรณีของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แสดงว่าตลาดอยู่ในช่วงเติบโตดี
ทั้งนี้ ดร.โสภณ ได้ประมาณการจำนวนสินค้าที่ยังเหลือเข้ามาขายในปี 2556 ว่ามีอีกถึง 247,912 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 833,311 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าหน่วยที่ขายได้ในปี 2555 โดย 10 อันดับแรกเมืองที่มีหน่วยขายเหลือเข้ามาขายในปี 2556 ตามมูลค่าที่อยู่อาศัยมีดังนี้
“แม้พัทยาจะมีสัดส่วนของมูลค่าของสินค้ามากเมื่อเทียบกับมูลค่าของสินค้าที่ขายได้แล้วในปี 2555 ก็ตาม แต่สามารถขายสินค้าได้เร็วมาก โดยคาดว่าสินค้าจากปี 2555 ที่เหลือเข้ามาขายในปีนี้นั้นจะขายหมดในเวลาเพียง 6 เดือน ในขณะที่กรุงเทพมหานครที่มีหน่วยขายเหลืออยู่มากนั้นจะขายหมดได้ในเวลาประมาณ 12 เดือน” ดร.โสภณกล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของอัตราการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในช่วงปีที่ผ่านมานั้น ดร.โสภณเปิดเผยว่าในปีที่ผ่านมามีต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปทั้งหมดรวมกันทั่วประเทศประมาณ 67,031 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียง 11.6% ของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่ขายอยู่ทั้งหมด 578,588 ล้านบาท โดยทำเลที่เป็นที่สนใจของผู้ซื้อต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล (26.9%), ภูเก็ต (21.1%), พัทยา (19.7%), ชะอำ-หัวหิน (10.9%) และเชียงใหม่ (3.3%)
“หากประเทศไทยเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ณ อัตราประมาณ 1% ต่อปี เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาจะได้เงินภาษีมาพัฒนาท้องถิ่นอีกปีละ 670.31 ล้านบาท แต่เราไม่มีภาษีนี้จึงเท่ากับให้สิทธิต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยโดยไมต้องเสียภาษีส่วนนี้เลย จึงถือเป็นความเสียเปรียบของประเทศต่อชาวต่างชาติ” ดร.โสภณ ตั้งข้อสังเกต
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
APทุ่มงบ300ล้านปรับแบรนด์ใหม่
แลนด์แอนด์เฮ้าส์เตรียมซื้ออสังหาฯเพิ่มในอเมริกา
ธุรกิจของแต่งบ้านและค้าปลีกปี56ร้อนระอุ
แลนด์แอนด์เฮ้าส์เตรียมซื้ออสังหาฯเพิ่มในอเมริกา
ธุรกิจของแต่งบ้านและค้าปลีกปี56ร้อนระอุ