ตลาดอสังหาฯไฮเอนด์ในกรุงเทพฯ พ.ศ.นี้ต้องการอะไร?

29 ก.ค. 2557

เอ็กซ์คลูซีฟ: ในขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับล่าง-กลางต่างพากันได้รับผลกระทบจากปัยจัยลบทางการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยเฉพาะคอนโดฯ หรูในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวมากนัก DDproperty.com ได้มีโอกาสนั่งคุยกับกรรมการผู้จัดการซีบีอาร์อี ประเทศไทย “อลิวัสสา พัฒนถาบุตร”  ซึ่งได้จัดงาน “Elite Living” ด้วยการนำ 12 โครงการคอนโดมิเนียมที่บริษัทเป็นตัวแทนขายแต่เพียงผู้เดียวมาเปิดขายที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยไฮเอนด์และทำเลที่น่าจับตามอง
 
DD: ซีบีอาร์อี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารของ คสช. เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมทีผ่านมาอย่างไรบ้าง?
A: การขายก็มีชะลอตัวลงบ้าง แต่สาเหตุที่ชะลอนั้นเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจเนื่องจากดีมานด์ที่ลดลงนั่นเอง สำหรับผู้ซื้อชาวไทย ความต้องการนั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เหตุผลที่ตลาดดูซึมๆ ลงไปบ้างในช่วงที่ผ่านมาแน่นอนว่าเหตุการณ์รัฐประหารนั้นเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีซัพพลายใหม่ที่เป็นโครงการคอนโดฯ ไฮเอนด์ออกมาสู่ตลาดนั่นเอง สินค้าที่เราขายอยู่ส่วนใหญ่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นโครงการที่มีการเปิดตัวไปแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง  

DD: ผู้ซื้ออสังหาฯ หรูในเมืองไทยตอนนี้คือใคร? 
A: 90% เป็นผู้ซื้อที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย อีก 10% มาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นลูกค้าชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเริ่มมาซื้อในเมืองไทยมากขึ้น แต่ 3 ชาติแรกที่บอกไปเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯ หรูในเมืองไทยมากสุดในตอนนี้ 

DD: สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ยากไหมที่จะเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มาร่วมแสดงโครงการในงาน?
A:  ไม่ยากเลย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถูกกว่าการที่ผู้ประกอบการจะจัดงานด้วยตัวเอง ความตั้งใจของเราในการจัดงานลักษณะนี้ก็เพื่อที่จะให้เป็นงานที่เอ็กซ์คลูซีฟและโฟกัสตลาดในเมืองไทย 

DD: คุณคิดว่าคำว่า “ลักซ์ชัวรี่” ถูกนำมาใช้บ่อยเกินไปหรือไม่ในปัจจุบัน? 
A: เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ตลาดเพื่อที่จะระบุดีกรีความลักซ์ชัวรี่ สำหรับเรา ราคาขายที่อยู่ระหว่าง 170,000-240,000 บาทต่อตารางเมตร ถือว่าเป็นสินค้าลักซ์ชัวรี่และถ้าราคาสูงกว่านั้นจะเป็นซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่  ขนาดของยูนิตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย หากเรามองย้อนไปในช่วงปี 2532 ขนาดของห้องที่คุณได้จะมีขนาดใหญ่กว่าในตอนนี้ถึง 2 เท่าในราคาเพียงครึ่งเดียวหรือถูกกว่า ปัจจุบัน บางโครงการเปิดราคาขายห้องขนาด 30 ตารางเมตรที่ 170,000 บาทต่อตารางเมตรแต่จะเรียกว่าเป็นลักซ์ชัวรี่หรือไม่นั่น คงต้องให้ผู้ซื้อเป็นผู้ตัดสินใจ แต่หากยูนิตเล็กและราคาสูงในความคิดของดิฉันไม่คิดว่าจะให้ความรู้สึกลักซ์ชัวรี่สักเท่าใดนัก 
 
ุคุณอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย 
 
DD: ในความคิดคุณ คุณคิดว่าตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ตอนนี้ต้องการอะไร?
A: ในตอนนี้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในทำเลใจกลางเมืองกำลังขาดซัพพลายใหม่ๆ คุณภาพดี ขนาดเหมาะสม และราคาที่จับต้องได้

DD: นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะหาได้แล้วในตอนนี้ ใช่หรือไม่?  
A: ใช่ค่ะ ดูเหมือนว่าปัจจุบันจะมีการจับคู่ที่ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ระหว่างซัพพลายกับดีมานด์ของตลาด ซึ่งราคาของที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญ แต่จริงๆ แล้วคุณสามารถหาของดีราคาจับต้องได้อย่างที่พูดได้ในตึกที่เป็นโลว์ไรส์ แต่ปัญหาคือผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมที่จะซื้อคอนโดฯ โลว์ไรส์ เพราะจ่ายราคาแพงแล้วก็ไม่ได้วิวสวยๆ อีกทั้งเพดานห้องจะค่อนข้างต่ำ จึงไม่ใช่สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อส่วนใหญ่นัก

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าผู้ซื้อหลายรายจะเริ่มมองไปที่อาคารเก่าๆ ที่มีการดูแล-จัดการที่ดีเนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างถูกกว่า 

แน่นอนว่าในรีเซลยูนิต คุณอาจจะได้ห้องขนาดใหญ่ในราคาที่ถูกกว่า แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการของนิติฯ แต่ก็เป็นแค่บางโครงการเท่านั้น  

DD: นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ยังมีทำเลใดบ้างที่น่าจับตามอง? 
A: ตลาดบ้านพักตากอากาศในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ของไทยอย่าง ภูเก็ต พัทยา หัวหิน และเขาใหญ่ สำหรับผู้ซื้อชาวไทยแล้ว พวกเขามักจะเลือกมองหาที่ที่พวกเขาใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง แน่นอนว่าตลาดภูเก็ตจะไม่ค่อยตอบโจทย์ในกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยสักเท่าใด ดูได้จากการขายโครงการของเราในภูเก็ตที่ผ่านมา จะไม่ค่อยมีลูกค้าคนไทยมากนัก 

หัวหินจะค่อนข้างแน่นแล้ว ในขณะที่ที่ดินติดชายหาดสำหรับพัฒนาโครงการใหม่ๆ เริ่มหายาก ทำให้หลายคนเริ่มไปมองที่ตลาดพัทยาที่มีโครงการประเภทไฮไรส์และมาพร้อมกับวิวทะเล และยังคงมีชายหาดเงียบๆ อยู่ 

ส่วนเขาใหญ่เป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มวัยใกล้เกษียณที่มองหาที่อยู่ในช่วงหลังเกษียณ ด้วยอากาศที่เย็นสบายและยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งหากเป็นลูกค้าวัยรุ่น จะไม่ค่อยชอบ เพราะมองว่าไม่มีอะไรให้ทำ แต่ปัจจุบันกลับเริ่มมีแนวโน้มความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นทำเลที่น่าลงทุนและมีโอกาสอยู่มากในอนาคต  

DD: แล้วคุณล่ะ ถ้าเป็นไปได้จะซื้อที่ไหน? 
A: ถ้าถามดิฉันก็คงเลือกซื้อในย่านลุมพินี ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งหากมีโครงการแบบฟรีโฮลด์เปิดใหม่ในย่านลุมพินี หลังสวน หรือเพลินจิต แม้ราคาจะค่อนข้างสูง แต่ดิฉันเชื่อว่าการซื้อไว้ถือเป็นการลงทุนที่ดี 

DD: คุณมีคำแนะนำใดๆ ที่อยากจะแชร์ให้กับผู้ประกอบการอสังหาฯ ไทยหรือไม่?
A: หากผู้ประกอบการรายไหนคิดจะเปิดโครงการที่มีราคาขาย 200,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ขอให้คิดวิเคราะห์ดีๆ เพราะคุณต้องมั่นใจว่าสินค้าของคุณมีความโดดเด่นและแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางมากกว่ากิมมิคหรูหราภายในห้อง ซึ่งน่าจะเป็นสเต็ปแรกในการนำไปสู่คุณภาพที่ดีกว่าในแง่ของสินค้า 
 
 
 

บทสัมภาษณ์ข้างต้นโดย แอนดรู แบตต์ หั
วหน้าทีมบรรณาธิการ PropertyGuru Group 
เรียบเรียงโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com   
 
The Buyers' Guide 
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่   
 
 
 
เขียนความเห็น