คนอสังหาฯออกโรงเตือนนักเก็งกำไรมีสิทธิ์ล้มหากโหมลงทุนแบบไม่ยั้งคิด ชี้ซัพพลายในตลาดมีแบบที่สร้างเสร็จ 100% น้อยเสี่ยงซื้อบ้านได้กระดาษ วอนรัฐออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA กล่าวว่าจากการสำรวจของ AREA พบว่า ณ สิ้นปี 2555 ในโครงการที่นำเสนอขายทั้งหมดประมาณ 1,400 โครงการมีหน่วยที่อยู่อาศัยสำหรับขายอยู่ทั้งหมด 437,043 ยูนิตโดยในจำนวนนี้ขายไปแล้ว 308,109 ยูนิตหรือประมาณ 70% แต่ปรากฏว่ามีการสร้างเสร็จ 100% เพียง 35% เท่านั้น
ดร.โสภณตั้งข้อสังเกตว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับตลาดที่อยู่อาศัย ตลาดจะล้มครืนลงทันที ชาวบ้านที่ซื้อบ้านจะได้แต่สัญญาซื้อขายหรือเสาบ้านต่างหน้า แม้ว่าสถานการณ์ตลาดตอนนี้ยังเป็นไปด้วยดี แต่ทางราชการควรมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรฐานนานาชาติ
“ในรายละเอียดพบว่าจากจำนวนบ้าน 437,043 ยูนิตนี้ เสร็จ 100% แล้วมีเพียง 35% โดยที่จะเสร็จในปีนี้มีประมาณ 29% ส่วนอีก 26% จะเสร็จในปี 2557 และอีก 10% จะเสร็จในปี 2558 ซึ่งตลาดที่เปราะบางมากคือบ้านเดี่ยว ในจำนวน 97,921 ยูนิตที่สำรวจนั้น แม้ส่วนใหญ่ขายไปแล้ว แต่มีเพียง 29% ที่แล้วเสร็จในปีที่ผ่านมาหรือแล้วเสร็จก่อนหน้านี้ ส่วนที่อยู่อาศัยอื่นๆ อันได้แก่บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และห้องชุด ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2555 มีสัดส่วนเป็น 31% 32% 54% และ 38% ตามลำดับ” ดร.โสภณกล่าว
“สมมติว่าขณะนี้ตลาดที่อยู่อาศัยมีปัญหาทางการเงิน ที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างเสร็จน้อยกว่า 80% ซึ่งมีอยู่รวม 49% ของจำนวนทั้งหมด จะได้รับความเสียหายเพราะขาดเงินก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ”
ทั้งนี้ ดร.โสภณได้แนะถึงทางป้องกันปัญหาที่จะอาจจะเกิดขึ้น โดยการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองเงินดาวน์ของคู่สัญญาตามพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551 ซึ่งตามหลักการของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เงินดาวน์ของผู้ซื้อบ้านจะได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะหากรัฐบาลมุ่งหวังจะให้ต่างชาติมาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย มาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น
“นอกจากนี้ทางราชการยังอาจพิจารณาให้ผู้ซื้อบ้านวางเงินดาวน์ในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบันนี้ เช่น 15-20% ของมูลค่าบ้าน และตรวจสอบราคาประเมินที่ใช้เพื่อการอำนวยสินเชื่อว่าเป็นราคาที่สูงเกินจริงหรือไม่ หาไม่ก็เท่ากับสถาบันการเงินมุ่งอำนวยสินเชื่อก็จะสร้างความเสี่ยงต่อระบบสถาบันการเงินเอง ฟองสบู่ประเภทที่มีผู้ซื้อเก็งกำไรมากกว่าผู้ซื้อใช้สอยจริงอาจจะยังไม่มาถึง แต่หากผู้ซื้อจริงเหล่านี้ผ่อนต่อไม่ไหว หรือผู้ประกอบการและสถาบันการเงินไม่มีวินัยทางการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง ก็อาจทำให้ระบบตลาดที่อยู่อาศัยล้มครืนลงได้” ดร.โสภณกล่าวทิ้งท้าย
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ