“ลดพฤติกรรมจ่ายไม่อั้นเพื่อลูก เพียงสแกนว่าเป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่ จำกัดภาระหนี้ให้จ่ายไหว เหลือเงินเก็บออม สร้างชีวิตที่ดีให้ลูกทั้งในปัจจุบันและอนาคต”
จริงหรือไม่? ที่ทุกการช้อปปิ้งเพื่อลูกของคนเป็นพ่อแม่เป็นความสุขอันดับต้นๆ เพราะ Inner ของแม่ๆ พอเห็นของอะไรน่ารักๆ ก็มักคิดถึงลูก ดังนั้นถ้าคนเป็นคุณพ่อคุณแม่ใจไม่แข็ง ก็มักจะสู้ตายอยากซื้อให้ลูกเสียทั้งหมด
และการชำระเงินส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีรูดปรื้ดๆ เพราะสะดวก ซื้อแล้วจ่ายทีหลัง หรือดีไม่ดีผ่อนจ่ายเป็นงวดด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% อีกต่างหาก และด้วยข้อดีเช่นนี้ ประกอบกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดการณ์ไว้ว่า จำนวนบัตรเครดิตในปี 2560 อาจเพิ่มขึ้นราว 1.52-1.75 ล้านใบจากปี 2559 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ก็น่าจะขยายตัวที่ประมาณ 6-8%
จะเห็นได้ว่า ภายใต้ความนิยมในการใช้บัตรเครดิตในการช้อปปิ้งหรือชำระค่าสินค้า K-Expert จึงเห็นว่าเป็นอีกเรื่องการเงินใกล้ตัวที่พ่อๆ แม่ๆ กำลังเผชิญกันอยู่ไม่น้อย วันนี้จึงอยากเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีแนวทาง คิดก่อน “รูดบัตร” เพื่อลูกกัน ว่ามีข้อฉุกคิดอะไรที่ควรเช็กตัวเองก่อนรูด คิดให้รอบก่อนผ่อนจนเกินตัว ให้เราได้จัดการรายจ่ายเพื่อลูกส่วนนี้ให้ดีขึ้นกัน
– คิดก่อนรูดซื้อ “ของใช้” ลูก
สำหรับคนเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่แล้ว การจะรู้ว่าต้องมีของใช้สำหรับเด็กอะไรบ้าง มักจะเป็นปริศนาที่ต้องคิดเองและจบด้วยการซื้อของรอไว้ก่อนเสียส่วนใหญ่
เริ่มตั้งแต่ของใช้ที่ต้องใช้จำนวนเยอะๆ อย่างผ้าอ้อมสำเร็จรูป ซึ่งโดยปกติจะมีราคาต่อชิ้นที่ 8-9 บาท ข้อควรระวังคือ ถ้าซื้อตุนเฉพาะบางขนาดไว้เยอะๆ อาจทยอยใช้ไม่ทัน เด็กโตเกินกว่าจะใช้หมดเสียก่อน วิธีที่แนะนำคือ อาจซื้อร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นเพื่อซื้อในราคาส่ง (ซื้อยกลัง) เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกขึ้น ตกราคาชิ้นละ 6-7 บาท จะได้ราคาถูกกว่าการรูดบัตรทยอยซื้อได้ไม่เบา
มาต่อที่ของใช้ชิ้นใหญ่ที่จำเป็นและมีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักพันจนถึงราคา 2-3 หมื่นบาท (แล้วแต่ยี่ห้อ) อย่าง Car Seat การซื้อในงานขายสินค้าเด็กอย่างงาน Baby Best Buy หรือการซื้อทางออนไลน์ อาจได้ส่วนลดที่มากกว่าการรูดซื้อที่ห้างสรรพสินค้า ยกตัวอย่าง Car Seat สำหรับเด็กแรกเกิดถึง 7 ปี ในห้างฯ อาจซื้อได้ที่ราคาปกติ 22,000 บาท แต่ซื้อทางออนไลน์ อาจได้ส่วนลดเพิ่มเติมอีกหลายพันบาท
หรือแม้แต่การซื้อแบบมือสอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของใช้พวกนี้เราจะใช้งานได้ไม่นาน เพราะเด็กจะโตเกินกว่าจะใช้ เราจึงจะเห็นมีพ่อๆ แม่ๆ เอาของใช้เหล่านี้มาขายต่อในราคาที่ถูกมาก ทำให้ราคาลดลงเหลือแค่หลักพัน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาใช้งาน และสภาพความสมบูรณ์ของสินค้า) สิ่งสำคัญคือ ควรสำรวจความต้องการให้ดีว่าต้องการใช้ของเหล่านั้นจริง และอยากให้มีฟังก์ชันการใช้งานอย่างไร รวมทั้งเช็กสภาพสินค้าให้แน่ใจก่อนซื้อ
– คิดก่อนรูดซื้อ “ของเล่น” ลูก
ถ้าพูดถึงรายจ่ายที่พ่อๆ แม่ๆ มักต้องจ่ายเสมอ ก็จะไม่พ้นรายจ่ายเพื่อซื้อของเล่นให้ลูก สิ่งที่ควรระวังคือ ก่อนรูดบัตร ต้องเตือนสติตัวเองก่อนว่า ของชิ้นนั้นจำเป็นกับลูกของเราจริงหรือไม่? อย่าคิดแค่ว่าลูกบ้านอื่นมี แล้วลูกเราก็ต้องมี เพราะเด็กและการเลี้ยงดูของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน บางทีของบางอย่างที่บ้านหนึ่งมองว่าจำเป็น อาจไม่จำเป็นสำหรับลูกของเราก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น ของเล่นเชิงพัฒนาการ บางชิ้นที่มีราคาเกือบหมื่น เพื่อพัฒนาการยืน เดิน สายตา และมือของเด็ก ทำให้เรามั่นใจได้ว่าของเล่นชิ้นนี้จะช่วยให้ลูกเรามีพัฒนาการที่ดีได้ แต่สุดท้ายกลับได้ยินเสียงจากหลายบ้านว่า เอาจริงๆ เด็กก็เล่นได้ไม่นาน ใช้ยังไม่ค่อยคุ้มเลย ใช่แล้ว เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าของเล่นเด็กจะแพงหรือถูก เด็กก็มักจะเล่นได้ไม่นาน
ดังนั้น ถ้าเราชั่งน้ำหนักให้ดีเราจะพบว่า จริงๆ ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกคือ ตัวคุณพ่อคุณแม่เอง การชวนลูกเล่น ชวนลูกวาดรูป ระบายสี ทำของเล่นประดิษฐ์มือ ใช้วัตถุดิบธรรมชาติมาทำของเล่นอย่างง่ายได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินไปซื้อของเล่น หรือผ่อนค่าของเล่นราคาแพงๆ ให้เป็นรายจ่ายที่ต้องรับภาระเป็นหลักพันบาทต่อเดือน จนอาจไม่มีเงินเหลือเก็บ และเรายังได้มีเวลาให้ลูก สิ่งนี้จะยิ่งช่วยเสริมพัฒนาการลูกได้ดีไม่แพ้กันค่ะ ข้อนี้ผู้เขียนทำเองและเห็นผลได้จริงๆ ค่ะ
– คิดก่อนรูดซื้อ “คอร์สเรียนพิเศษ” ลูก
จริงหรือไม่ที่ทุกวันนี้ คอร์สเรียนพิเศษสำหรับเด็กๆ มีให้เลือกมากมาย เพื่อพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ นอกเหนือจากในห้องเรียน เข่น คอร์สดนตรี คอร์สกีฬา คอร์สปั้นแป้ง หรือคอร์สทำอาหาร เป็นต้น เพราะความเชื่อที่ว่าการที่เด็กมีทักษะที่มากขึ้น อาจทำให้เด็กมีความสามารถที่มากขึ้นได้
รายจ่ายส่วนนี้ก็นับว่าเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่ยอมจ่ายเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคอร์สเสริมทักษะในเด็กเล็กจะมีรายจ่ายตกเดือนละ 2,000 – 4,000 บาท และถ้าสมัครแบบเหมาจ่าย 2-3 คอร์ส อาจได้ส่วนลดที่มากขึ้น (แล้วแต่หลักสูตรที่ไปเลือกเรียน) ดังนั้น โดยส่วนใหญ่การจ่ายเงินในเรื่องนี้จึงมักเป็นการรูดบัตรชำระจ่ายเป็นเงินหลักหมื่น
สิ่งที่ต้องคิดก่อน คือเรื่องความคุ้มค่าในการลงเรียนในคอร์สนั้นๆ อย่างแรก ตรวจสอบว่าลูกอยากเรียนจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่อยากให้เรียนเท่านั้น อย่างที่สอง คือพ่อแม่มีเวลาและสะดวกพาลูกไปเรียนจริงหรือไม่ เพราะลูกคงจะไม่ได้เรียนแน่ๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ติดงาน เดินทางไม่สะดวก รู้สึกเสียเวลาที่จะพาลูกไปเรียน ถ้าต้องเสียรายจ่ายเพราะเหตุผลเหล่านี้ เสียเงินเปล่าไม่ดีแน่นอน
สรุปสุดท้าย สิ่งที่อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ไว้ คือ รายจ่ายเมื่อลูกโตขึ้น มักเป็นเงินก้อนโตมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเรื่องการใช้จ่ายสำหรับลูกจึงไม่ใช่เพียงรายจ่ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่คุณพ่อคุณแม่ควรมีการเก็บออม จากการควบคุมรายจ่ายให้มีภาระผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 30%ของรายได้ เพื่อให้มีเงินออมอย่างสม่ำเสมอในทุกเดือน ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อเดือนไปด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากจะมีเงินเพื่อสร้างชีวิตที่ดีให้ลูกในวันข้างหน้าเช่นกันถูกไหมคะ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคิดเผื่อ
อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้านคอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย เบญญารัต ชวลิตทิพากร AFPT K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com