เกาะติดสถานการณ์ อสังหาฯ เปิดตัวใหม่ ครึ่งปีหลัง มาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต พร้อมรับมือค่าไฟแพง และมิติใหม่ ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างออนไลน์ได้ทั่วประเทศ DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่
1. อสังหาฯ เปิดตัวใหม่ โตทะลุ 120% ครึ่งหลังเร่งเติมคอนโดเข้าตลาด
ลุมพินี วิสดอมฯ กล่าวถึงแนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2565 ผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยทั้งอาคารชุดและบ้านพักอาศัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2565-ปัจจุบัน
โดยครึ่งครึ่งแรกของปี มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 163 โครงการ จำนวน 51,946 หน่วย มูลค่า 188,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% และ 45% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 แบ่งเป็น
อาคารชุดพักอาศัย 48 โครงการ จำนวน 30,579 หน่วย มูลค่า 78,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 231% และ 40% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 อัตราการขายเฉลี่ยที่ 33% ต่อโครงการต่อเดือน
บ้านพักอาศัย 115 โครงการ จำนวน 21,367 หน่วย มูลค่า 110,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% และ 48% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 อัตราการขายเฉลี่ย 12% ต่อโครงการต่อเดือน
ทาวน์เฮ้าส์ ระดับราคา 2-5 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยเปิดตัวและหน่วยขายได้สูงที่สุดของบ้านพักอาศัยทุกประเภท มีอัตราการขายเฉลี่ย 12% ต่อโครงการต่อเดือน สูงสุดอยู่ในทำเลรังสิต-ลำลูกกา เพชรเกษม-อ้อมน้อย และศรีนครินทร์-บางนา-สุวรรณภูมิ ตามลำดับ
บ้านแฝด ระดับราคา 3-6 ล้านบาท มีอัตราขายเฉลี่ย 11% สูงสุดอยู่ในทำเลบางใหญ่-ราชพฤกษ์ และบางนา-ตราด-สุวรรณภูมิ ตามลำดับ และบ้านเดี่ยว ระดับราคา 6-10 ล้านบาท มีอัตราขายเฉลี่ย 13% สูงสุดอยู่ในทำเล บางใหญ่-ราชพฤกษ์ และประชาอุทิศ-พุทธบูชา ตามลำดับ
ทั้งนี้ แนวโน้มการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ผู้ประกอบการยังคงมีแผนเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวอาคารชุดพักอาศัย หลังจากมีการชะลอแผนตั้งแต่ปี 2563-2564 ทำให้จำนวนสินค้าที่พร้อมขายในตลาดลดลง จำเป็นที่จะต้องเปิดตัวโครงการอาคารชุดใหม่ เพื่อสร้างฐานลูกค้าและรายได้ในปี 2565-2567 เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างและส่งมอบ 18-24 เดือน
ค้นหาโครงการใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดได้ที่นี่
2. ประเมินหนี้ครัวเรือนไทยไม่แผ่ว ขยับแตะ 14.78 ล้านล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในไตรมาสที่ 2/65 ยังเติบโตในกรอบจำกัดอยู่ที่ 3.5-3.7% ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 1 ที่เติบโต 3.6% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ครัวเรือนยังคงเปราะบางจากปัญหาค่าครองชีพ และรายได้ยังไม่กลับมาปกติ จึงมีความระมัดระวังการก่อหนี้
โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในไตรมาส 2/65 คาดว่าจะต่ำกว่าไตรมาส 1 ซึ่งอยู่ที่ 89.2% ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของ nominal GDP จากเงินเฟ้อที่เร่งตัว
แม้ว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะไม่ได้ขยับ แต่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่ายอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 จะขยับมาอยู่ที่ 14.78 ล้านล้านบาท จากไตรมาส 1 อยู่ที่ 14.65 ล้านล้านบาท พบว่าในส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงเป็นตัวที่ต้องระมัดระวังในเรื่องของคุณภาพหนี้
ด้านสมาคมธนาคารไทย แนะเฝ้าระวังหนี้เสี่ยง 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการความช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 3.87 ล้านบัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการชำะหนี้ แต่ได้รับความช่วยเหลือทำให้ไม่ตกชั้นเป็นเอ็นพีแอล (์NPL) กลุ่มนี้จำเป็นต้องประคองและแก้หนี้เป็นลำดับ ให้การชำระหนี้เหมาะสมกับรายได้ และเฝ้าติดตามใกล้ชิด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากธปท. ตัวเลขหนี้ไตรมาสที่ 1/65 อยู่ที่ 14.64 ล้านล้านบาท คิดเป็น 89.2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประกอบด้วย
- สินเชื่อที่อยู่อาศัย 5.06 ล้านล้านบาท
- สินเชื่อรถยนต์-จักรยานยนต์ 1.79 ล้านล้านบาท
- หนี้การศึกษา 2.42 แสนล้านบาท
- สินเชื่ออุปโภคบริโภคอื่น 4.05 ล้านล้านบาท
- หนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล 1.15 ล้านล้านบาท
- สินเชื่อประกอบอาชีพ 2.68 ล้านล้านบาท
- อื่น ๆ 8 แสนล้านบาท

3. เดินหน้ามาตรการรวมหนี้ รีไฟแนนซ์ เร่งสางปัญหาหนี้บัตร-หนี้บ้าน
สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งที่ผ่านมาได้นำร่องในกลุ่มลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ข้าราชการครู และตำรวจที่กู้ยืมจากสหกรณ์ ซึ่งมีความคืบหน้าและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับในส่วนของลูกหนี้อื่น ๆ ที่กู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ทาง ธปท. และกรมบังคับคดีได้มีการขับเคลื่อนเรื่องการเจรจาแก้หนี้และประนอมหนี้
โดยตั้งแต่กันยายน 2564 ธปท. ได้เป็นตัวกลางออกมาตรการรวมหนี้ สนับสนุนการรีไฟแนนซ์ (refinance) ปิดสินเชื่อจากเจ้าหนี้เดิมและย้ายไปใช้สินเชื่อของเจ้าหนี้ใหม่ ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง ลูกหนี้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น เหลือหนี้ก้อนเดียวและอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียว ทำให้การชำระหนี้ง่ายขึ้น และลดโอกาสการเสียประวัติลูกหนี้ หากเจรจารวมหนี้สำเร็จก่อนเกิดปัญหาหนี้เสีย
อย่างไรก็ดี พบว่ายังมีลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จึงได้ออกมาตรการสนับสนุนการรีไฟแนนซ์และการรวมหนี้เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระให้กับลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีหรือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยแบ่งการรวมหนี้ออกเป็น 3 รูปแบบหลัก
- รวมหนี้ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน
- รวมหนี้ระหว่างสถาบันการเงิน โดยโอนหนี้บัตรจากธนาคารแห่งหนึ่งไปรวมกับหนี้บ้านของธนาคารอีกแห่งหนึ่ง หรือจะเป็นการโอนหนี้บ้านไปรวมกับหนี้บัตรก็ได้
- โอนหนี้บ้านและหนี้สินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นไปรวมกันที่สถาบันการเงินแห่งใหม่ที่ลูกหนี้ไม่เคยมีหนี้ด้วยมาก่อน
ปัจจุบันมี 14 ธนาคาร ที่สามารถยื่นขอรวมหนี้ภายในธนาคารหรือต่างธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารทหารไทยธนชาติ ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารแลนด์แอนเฮ้าส์ ธนาคารไอซีบีซี ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ขอลดดอกเบี้ยบ้าน รีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารไหนดี 2565
โดยลูกหนี้สามารถรวมหนี้ได้ไม่เกินมูลค่าของหลักประกัน ทั้งนี้ หากยอดหนี้ของสินเชื่อรายย่อยสูงกว่ามูลค่าหลักประกัน สามารถขอรวมหนี้บางส่วนได้ ลูกหนี้ต้องให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น เช่น ชื่อเจ้าหนี้ ยอดหนี้คงค้าง แก่ธนาคารที่ทำการรวมหนี้ และลูกหนี้อาจถูกพิจารณาปรับลดวงเงินส่วนที่นำไปรวมหนี้ เพื่อให้อยู่ในระดับที่ลูกหนี้สามารถบริหารจัดการได้
สรุปข่าวจาก PPTV: รบ.เปิดชื่อ 14 ธนาคาร ร่วมรีไฟแนนซ์-โอนหนี้ข้ามธนาคาร
4. เคาะขึ้นค่าเอฟที ดันค่าไฟเพิ่ม 4.72 บาทต่อหน่วย ถึงสิ้นปี 65
บอร์ดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะขึ้นค่าเอฟที งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ที่ 68.66 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยโดยรวมที่ประชาชนต้องจ่ายจริงอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย สูงขึ้นจากงวดปัจจุบันที่จ่ายอยู่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นอัตราค่าไฟที่สูงสุดตั้งแต่เรียกเก็บมา
สำหรับแนวทางนี้ จะยังไม่ชำระหนี้คืนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่า สิ้นเดือนสิงหาคม 2565 จะขึ้นมาอยู่ที่ 109,672 ล้านบาท จากเดิมถึงสิ้นเมษายน 2565 กฟผ. มีภาระหนี้ที่แบกรับค่าไฟแทนประชาชน 83,010 ล้านบาท ซึ่งทาง กฟผ. ได้ทำหนังสือมายัง กกพ. เพื่อเสนอความเห็นด้วยกับแนวทางนี้
โดยมองว่า เพื่อลดผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า ทาง กฟผ. จะแบกรับแทนผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน 109,672 ล้านบาท โดยจะนำไปบริหารจัดการเรียกเก็บภายในปี 2566 ต่อไป รายละเอียดทั้งหมดนี้ จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคมนี้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักงาน กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นประกอบด้วย 3 แนวทาง
แนวทางที่ 1 ค่าเอฟที อยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับจำนวนเงินที่ทยอยคืน กฟผ. ที่อัตรา 45.70 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟที รวมเป็น 139.13 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 5.17 บาทต่อหน่วย กรณีนี้จะส่งผลให้คืนเงินกฟผ. ได้ส่วนหนึ่ง และยังเหลือที่ต้องส่งคืนอีก 56,581 ล้านบาท โดยจะคืนเงินกฟผ. ครบ 83,010 ล้านบาทภายใน 1 ปี
แนวทางที่ 2 ค่าเอฟที อยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับจำนวนเงินที่ทยอยคืน กฟผ. ที่อัตราน้อยลงที่ 22.85 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟที รวมเป็น 116.28 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 4.95 บาทต่อหน่วย กรณีนี้จะส่งผลให้คืนเงินกฟผ. ได้ช้าลง โดยกฟผ. จะได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี
แนวทางที่ 3 ค่าเอฟที อยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย โดยยังไม่คืนหนี้กฟผ. 83,010 ล้านบาท ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย เป็นแนวทางที่ผู้ใช้ไฟ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
สรุปข่าวจาก TNN: ทุบสถิติสูงสุด! กกพ.เคาะขึ้นค่าเอฟที 68.66 สต. ดันค่าไฟ งวด ก.ย.-ธ.ค. แตะ 4.72 บ.
5. ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน ได้ทางออนไลน์ 3 ต.ค.นี้
กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ร่วมมือกับสํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี พัฒนาการให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ โดยการปรับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ให้บริการงานด้านการอาคารเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและสามารถเข้าถึงงานบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น ประกอบด้วย
- การขออนุญาตก่อสร้าง
- การดัดแปลง
- การรื้อถอน
- การเคลื่อนย้ายอาคาร และการขอใบรับรองการก่อสร้างอาคาร (ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 32)
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทั่วไป และผู้เริ่มต้นประกอบธุรกิจ ในการยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้ายอาคาร และการขอใบรับรองการก่อสร้างอาคาร พร้อมทั้งเพื่อปรับปรุงรูปแบบการบริการให้มีความทันสมัย รวดเร็ว เป็นการลดค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปติดต่อกับภาครัฐ โดยจะเปิดให้บริการกับเทศบาลนครพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 3 ตุลาคม 2565
การสร้างบ้าน ต้องเตรียม 7 ขั้นตอน รู้ก่อนหาผู้รับเหมา ขออนุญาตก่อสร้าง
หลังจากที่ได้เริ่มเปิดให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ระยะแรก เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง จำนวน 4 แห่ง ได้แก่
เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
เทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี
เทศบาลเมืองบางคูวัด จังหวัดปทุมธานี
องค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง จังหวัดนครปฐม
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ Biz Portal โดยลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก แล้วสามารถใช้บริการได้ทันที
สรุปข่าวจากฐานเศรษฐกิจ: ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างฯออนไลน์ “กรมโยธาธิการ” ดีเดย์เริ่ม 3 ต.ค.นี้
สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า
