ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากระแส “เมืองสีเขียว” ถูกพูดถึงอย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากที่หลายเมืองใหญ่บนโลกแน่นขนัดไปด้วยป่าคอนกรีต และคนเมืองเองเริ่มโหยหาความเป็นธรรมชาติ และพื้นที่สีเขียว หรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวกลุ่มท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) ก็ยังให้ความสนใจไปเที่ยวตามสวนสาธารณะของหลายเมืองใหญ่มากขึ้นด้วย
ในเชิงการท่องเที่ยว ใครจะคิดว่า สวนสาธารณะหลายแห่งจะกลายเป็นหนึ่งใน Destination ที่นักท่องเที่ยวหลายคนหลงใหลและไม่พลาดที่จะไปเยือนเมื่อได้ไปเมืองนั้นๆ เช่น เซ็นทรัลพาร์ค สาธารณะขนาดใหญ่ในเขตแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นสวนสาธารณะที่ทั้งชาวอเมริกันเองและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมไปพักผ่อนและสูดกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ
เช่นเดียวกับสวนสาธารณะในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับความนิยมหลายแห่ง เช่น สวนฮามาริคิวเทเอ็น สวนโคอิชิกาว่าโคระคุเอ็น สวนตะวันออกพระราชวังอิมพีเรียล สวนชินจุกุเกียวเอ็น สวนริคุงิเอ็น ฯลฯ และมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่กลับไปซ้ำในสวนสาธารณะเดิม แต่เปลี่ยนช่วงเวลาไป เพราะต้องการสัมผัสความงดงามและเสน่ห์ที่แตกต่างกันตามแต่ละช่วงฤดู
แม้แต่วงการที่อยู่อาศัยเอง ในระยะหลังมานี้ เทรนด์ที่อยู่อาศัยใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่ก็มาแรงมาก จนมีผลให้โครงการคอนโดมิเนียมในหลายเมืองใหญ่ที่เห็น “วิวสวน” ชั้นนำของเมืองนั้นๆ มีราคาที่สูงมากพอๆ กับโครงการ “วิวแม่น้ำ” ซึ่งเทรนด์นี้ ในกรุงเทพฯ เองก็เกิดขึ้นกับโครงการระดับไฮเอนด์ที่มองเห็นสวนลุมพินีเช่นกัน
ด้วยกระแสความต้องการพื้นที่สีเขียวของคนเมืองทั่วโลก เป็นผลให้เมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง เริ่มพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นพื้นที่สีเขียวกลางเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่สีเขียวในลักษณะที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงง่าย มีทางเดินยาวๆ ให้ชมธรรมชาติ เช่น กรุงโซล เกาหลีใต้ที่ภาครัฐยอมทุ่มเงินมากถึง 1 หมื่นล้านปรับปรุงคลองชองเกชอน คลองเก่าแก่อายุกว่า 600 ปีที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งได้เน่าเสียให้กลายเป็นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มหาศาล และล่าสุดได้ปรับโฉมสะพานยกระดับที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1970 บริเวณสถานีรถไฟโซล (Seoul Station) ให้กลายเป็น สวนลอยฟ้า “Seoullo 7017” แหล่งธรรมชาติแห่งใหม่ใจกลางกรุงโซล ระยะทางยาวประมาณ 1.24 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้กว่า 200 สายพันธุ์
ขณะที่เพื่อนบ้านใกล้ๆ เราอย่างสิงคโปร์ก็หันมาโปรโมตเซาท์เทิร์น ริดจ์ส (Southern Ridges) ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดสีเขียวที่มีความยาว 10 กิโลเมตรครอบคลุมภูเขาบางส่วนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เริ่มเป็นที่สนใจของกลุ่มนักท่องเที่ยวยุคใหม่ และการประกาศปรับโฉมสนามบินชางงีให้มีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติมากขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นว่า สิงคโปร์มั่นใจมากว่าความต้องการพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่กระแสที่มาแล้วก็ไป แต่เป็นดีมานด์ที่จะคงอยู่ไปอีกนาน
กลับมาที่กรุงเทพฯ บ้านเรา ก็เริ่มตื่นตัวจากการที่กรุงเทพมหานครออกมาประกาศว่า จะเร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพฯ มากขึ้น โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ มีสวนสาธารณะในเขตต่างๆ แล้วรวม 35 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพิ่มอีก 4 แห่ง ซึ่งจะแล้วเสร็จปลายปี 2560 คือ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ เขตบางบอน 100 ไร่ และจะเสร็จในปี 2561 อีก 3 แห่ง คือ สวนสาธารณะบึงลำไผ่ พื้นที่ 78 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา, สวนบริเวณซอยเพชรเกษม 69 30 ไร่ และสวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร ถนนบางขุนเทียนชายทะเล 37 ไร่
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ปรับเพิ่มพื้นที่การเข้าถึงธรรมชาติเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ที่ทำ Canopy Walkway หรือทางเดินเหนือเรือนยอดไม้ที่ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับ ดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ค (DoiTung Tree Top Walk) ที่สร้างเส้นทางการชมธรรมชาติรูปแบบใหม่ ณ สวนแม่ฟ้าหลวง ที่สร้างความสนใจให้กับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ
ไม่เพียงแต่ภาครัฐ โครงการใหม่ๆ ของภาคเอกชนเองก็ใส่พื้นที่สีเขียวมากขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศไทย กำลังจะขานรับสู่ความเป็นเมืองสีเขียว
อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้าน คอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน
บทความข้างต้นตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร L’OPTIMUM ฉบับเดือน สิงหาคม 2560

