สรุปข่าวเด่นอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 10-14 ต.ค. 65

15 ต.ค. 2565

ค่าก่อสร้างบ้านเพิ่ม 6.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี

ปัจจัยน้ำมันแพงดันค่าก่อสร้างบ้าน ด้านตลาดที่อยู่อาศัยอีอีซี แนวราบขยายตัว ขณะที่ตลาดอาคารสำนักงานกลับมาคึกคัก เศรษฐกิจฟื้นเตรียมทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และคนไทยยังเป็นหนี้บัตรเครดิตสูง DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่

Subscription Banner for Article

1. ค่าก่อสร้างบ้านเพิ่ม 6.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยภาพรวมราคาค่าก่อสร้างบ้านในปี 2565 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1-3 โดยดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐาน ไตรมาส 3 ปี 2565 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 132.2 จุด สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 6.2% เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นทั้งต้นทุนการผลิตและต้นทุนในการขนส่ง

อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มที่ราคาค่าก่อสร้างบ้านจะปรับขึ้นแบบชะลอตัวลง เนื่องจากพบว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ 0.8% ในไตรมาส 3 จาก 3.9% และ 1.1% ในไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมา

หากวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบที่สำคัญของการปรับเพิ่มของดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐานในไตรมาส 3 ปี 2565 พบว่า มีการปรับราคาค่าก่อสร้างในเกือบทุกหมวด จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยในหมวดงานออกแบบก่อสร้างและงานระบบ มีการปรับเพิ่มในงานวิศวกรรมโครงสร้างจากปีก่อนสูงถึง 8.0% ส่วนหมวดวัสดุก่อสร้างมีการปรับเพิ่มจากปีก่อนมากสุด สุขภัณฑ์ 13.2% เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก 11.5% และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 9.5%

นอกจากนี้ ยังมีการปรับขึ้นค่าก่อสร้างบ้านในหมวดแรงงานจากปีก่อนอีก 5.6%

ทั้งนี้พบว่า มีเฉพาะราคาของกระเบื้องที่มีการลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อยที่ 3.2%

จากการวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบที่ทำให้ราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐานเพิ่มขึ้น ยังคงมีปัจจัยสำคัญจากการที่ราคาวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มีทิศทางคงที่หรือปรับลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในไตรมาส 4 ปี 2565 ยังคงมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นจากสงคราม และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ที่จะส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินการของผู้ผลิตและผู้รับเหมาก่อสร้าง

บ้านจัดสรรราคาถูก อยู่ทำเลไหน พร้อม 4 วิธีเลือกบ้านให้ตอบโจทย์

2. ตลาดที่อยู่อาศัยอีอีซีขยายตัว สัดส่วนแนวราบเปิดขาย 80%

รายงานจากสำนักยุทธศาสตร์องค์กร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในอีอีซี มีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉลี่ยกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีโครงการที่อยู่อาศัยสะสมแล้วกว่า 50,000 หน่วย มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1.35 แสนล้านบาท

ปัจจุบันมีนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายใหญ่และรายย่อยเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักลงทุนท้องถิ่น ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการขยายตัวในฝั่งอุปทานไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี โดยมีสัดส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 80%

ขณะที่สัดส่วนของคอนโดและโรงแรมลดลงจาก 40% เหลือ 20% เนื่องจากความต้องการของผู้อยู่อาศัยเปลี่ยนไปหลังช่วงโควิด-19 ผู้ซื้อต้องการลดความเสี่ยงจากความแออัดของคอนโด และพื้นที่ทำงานที่บ้านที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมทั้งยังมีคอนโดคงเหลือในตลาด โดยเฉพาะในเขตเมืองพัทยาและศรีราชา

ประกาศขายคอนโดในพัทยา

ด้านภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทั้งปี 2565 คาดมีโครงการเปิดตัวใหม่ 20,270 หน่วย เพิ่มขึ้น 51.9% โดยมีมูลค่าเปิดตัวใหม่ 63,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.4% และมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 21,675 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.3% มูลค่าขายได้ใหม่ 65,774 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6%

จากการสำรวจทำเลที่มีโครงการเสนอขายมากที่สุดในพื้นที่อีอีซี 5 อันดับแรก ได้แก่

  • หาดจอมเทียน จำนวนที่อยู่อาศัย 7,671 หน่วย มูลค่าโครงการ 35,659 ล้านบาท
  • พัทยา-เขาพระตำหนัก จำนวนที่อยู่อาศัย 5,254 หน่วย มูลค่าโครงการ 29,490 ล้านบาท
  • แหลมฉบัง จำนวนที่อยู่อาศัย 1,901 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,487 ล้านบาท
  • ศรีราชา-อัสสัมชัญ จำนวนที่อยู่อาศัย 1,443 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,365 ล้านบาท
  • นิคมมาบตาพุด จำนวนที่อยู่อาศัย 831 หน่วย มูลค่าโครงการ 2,043 ล้านบาท

ทั้งนี้ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นพื้นที่เป้าหมายของการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2566-2570 คาดว่าจะมีการลงทุนผ่านโครงการขนาดใหญ่จากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันมูลค่ากว่า 2.2 ล้านล้านบาท

ทำให้คาดการณ์ว่าพื้นที่อีอีซีจะมีจำนวนประชากร (รวมประชากรแฝง) เพิ่มขึ้นเป็น 4.42 ล้านคนในปี 2570 ขณะที่ความต้องการจ้างแรงงานใหม่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน คาด 5 ปี (2562-2566) จะมีความต้องการแรงงานใหม่มากถึง 475,668 คน

สรุปข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ: หมดโควิด ถึงเวลาบูมลงทุน ภาคอสังหาฯ ในอีอีซี

3. ตลาดอาคารสำนักงานกลับมาคึกคัก งัดกลยุทธ์ราคาดึงดูดผู้เช่า

ไนท์แฟรงค์ฯ เผยภาพรวมและแนวโน้มตลาดอาคารสำนักงานโดยรวมในไตรมาส 2 ปี 2565 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติและบริษัทเทคฯ มีความต้องการจะย้ายพื้นที่สำนักงานไปอาคารที่ใหม่กว่า ขณะที่อุปทานภายในตลาดเริ่มมีจำนวนมากขึ้น ทำให้เจ้าของอาคาร ต้องมีความยืดหยุ่นด้านราคาค่าเช่ามากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้เช่าปัจจุบันและผู้เช่าใหม่

เทรนด์ที่กำลังเป็นที่จับตามองในปีนี้ คือเรื่องของ ESG (Environment, Social, Governance) อาจจะเห็นโครงการอาคารสำนักงานใหม่ ๆ ที่มาในรูปแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น

5 บริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่โดดเด่นเรื่อง CSR และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สำหรับอุปทานรวมทั้งหมดของพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 51,000 ตร.ม. หรือ 0.9% ไตรมาสต่อไตรมาส มีเพียงอาคารใหม่เพียงอาคารเดียวที่สร้างแล้วเสร็จ เพิ่มอุปทานให้กับพื้นที่นอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ (non-CBD)

ส่วนอาคารสีเขียว (อาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 944,000 ตร.ม. โดยเพิ่มขึ้น 13.1% ปีต่อปี อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 12.8%

ในส่วนของอุปทานในอนาคต เนื่องจากการก่อสร้างโครงการสำนักงานใหม่หลายแห่งล่าช้า ทำให้ไม่มีโครงการเปิดใหม่ อุปทานใหม่ในช่วงปลายของแต่ละปีตั้งแต่ 2565-2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 377,000, 426,000 และ 295,000 ตร.ม. ตามลำดับ

ปริมาณรวมทั้งหมดของพื้นที่ให้เช่าในอนาคตที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาคงอยู่ที่ประมาณ 1.76 ล้านตร.ม. คิดเป็น 30% ของระดับอุปทานในปัจจุบัน โดย 65% ของอุปทานใหม่ ตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)

ส่วนอุปสงค์ ป้จจุบันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ความต้องการพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของการโยกย้ายที่ตั้ง ตามมาด้วยการขยายตัวและการควบรวมกิจการ โดยตั้งแต่ไตรมาส 1-2 ปี 2565 การครอบครองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จาก 54,000 ตร.ม. เป็น 80,000 ตร.ม.

ในขณะที่ปริมาณพื้นที่ว่างลดลงอย่างมากเช่นกัน จาก -145,000 ตร.ม. เป็น -36,000 ตร.ม. ส่งผลให้อัตราการดูดซับสุทธิปรับเป็นบวกอยู่ที่ 44,000 ตร.ม.

อ่านรายงานฉบับเต็ม: ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ไตรมาส 2 ปี 2565

เศรษฐกิจฟื้น ทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึงสิ้นปี 2565 แตะ 2%

4. เศรษฐกิจฟื้น ทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึงสิ้นปี 2565 แตะ 2%

รายงานจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับ 2% ณ สิ้นปี 2566 โดย กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนพฤศจิกายน สู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2565 เนื่องจากเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดแล้ว แม้จะไม่ปรับลดลงเร็วนัก

หากดอกเบี้ยบ้านปรับขึ้น 1% คุณต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านเพิ่มเท่าไหร่?

ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าปี 2566 กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง เพื่อให้นโยบายการเงินทยอยกลับสู่ระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยระยะยาว รวมถึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไประดับปกติได้ในช่วงกลางปี 2566 แต่จะอยู่ต่ำกว่าระดับศักยภาพไปอีก 1-2 ปี จากแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลึกและมีหนี้สูงขึ้น

รายงานยังระบุอีกว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องโดยมีภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมีความไม่แน่นอนสูง

โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 ช่วงฤดูท่องเที่ยวไทย การบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นเกือบทุกหมวด แต่ยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อสูงและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น การส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องจากฐานต่ำตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เช่นเดียวกับทิศทางการลงทุนและการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

สรุปข่าวจากมติชน: คนไทยเตรียมตัว!! EIC ฟันธงกนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแตะ 2% ถึงสิ้นปี

5. คนไทยเป็นหนี้บัตรเครดิตสูง จับตายอดหนี้เสียราว 4 แสนล้านบาท

รายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยรายไตรมาส ประจำไตรมาส 3 ปี 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงหนี้ครัวเรือนของไทย โดยเฉพาะหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งเร่งตัวขึ้น ทำให้ต้องเร่งติดตามคุณภาพของสินเชื่อ แม้ว่าภาพรวมของหนี้ครัวเรือนจะชะลอตัวลงก็ตาม

อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนชะลอตัวลงหรือค่อนข้างทรงตัวในเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อบัตรเครดิตที่ขยายตัวเร่งขึ้นสอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

สินเชื่อปิดบัตรเครดิต 2565 ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ รวมหนี้ไว้ที่เดียว

ขณะที่คุณภาพของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ปรับดีขึ้นในทุกพอร์ตยกเว้นสินเชื่อรถยนต์ ส่วนหนึ่งจากการปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารจัดการ แต่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในภาพรวมทุกสถาบันการเงินยังเร่งตัวขึ้น ยอดหนี้เสีย (ยอดค้างชำระเกิน 90 วัน) เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านบาทจากต้นปี 2565

  • เดือนมกราคม 2565 จำนวนลูกหนี้มี 1.9 ล้านคน 2.3 ล้านบัญชี มีหนี้เสีย จำนวน 2 แสนล้านบาท
  • เดือนมีนาคม 2565 จำนวนลูกหนี้มี 2.1 ล้านคน 2.7 ล้านบัญชี มีหนี้เสีย จำนวน 2.2 แสนล้านบาท
  • เดือนมิถุนายน 2565 จำนวนลูกหนี้มี 2.9 ล้านคน 4.3 ล้านบัญชี มีหนี้เสีย จำนวน 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ พบว่าจำนวนบัญชีเพิ่ม ลูกหนี้เพิ่ม แต่หนี้เสียก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และภาคครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพราะยังมีความเปราะบางต่อเนื่องจากภาระหนี้และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงจากภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้ต่ำที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

สรุปข่าวจาก PPTV Online: คนไทยหนี้ยังสูง ยอดบัตรเครดิตพุ่ง หนี้เสียแตะ 4 แสนล้านบาท

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

เขียนความเห็น