อัปเดตการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู เข้าเมืองทองธานี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาฯ ปรับตัวสูง ชงปลดล็อกเครดิตบูโรสกัดหนี้ ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ และยอด LTR Visa ดึงต่างชาติศักยภาพสูงเข้าไทย DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่
1. รุดหน้ารถไฟฟ้าสายสีชมพู เข้าเมืองทองธานี ใช้เร็วสุดปี 67
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี เริ่มงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร วงเงิน 4.2 พันล้านบาทแล้ว อยู่ระหว่างรื้อย้ายสาธารณูปโภค และตอกเสาเข็ม
ภาพรวมการก่อสร้างมีความคืบหน้า 4.86% โดยงานโยธา คืบหน้า 5.65% และงานระบบรถไฟฟ้า คืบหน้า 3.27% ซึ่งตามแผนงานโครงการดังกล่าวจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จประมาณปี 2568 แต่จะเร่งรัดงานก่อสร้างทุกด้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเปิดบริการประชาชนได้ภายในปี 2567
โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู 30 สถานี และอัปเดตความคืบหน้า
ปัจจุบันงานก่อสร้างยังเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่พบปัญหาอุปสรรคใด โดยรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีชมพู ช่วงศรีรัช-เมืองทองธานี มีทั้งหมด 2 สถานี ประกอบด้วย สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (ชาเลนเจอร์อาคาร 1) และสถานีทะเลสาบ เมืองทองธานี
มีรูปแบบเป็นทางวิ่งยกระดับ มีจุดเริ่มต้นแนวเส้นทางบนถนนแจ้งวัฒนะ โดยแยกออกจากเส้นทางสายหลักที่สถานีศรีรัช ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายหลัก เพื่อเข้าสู่พื้นที่เมืองทองธานี ตามถนนแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 39 ขนานไปกับทางพิเศษอุดรรัถยา ผ่านวงเวียนเมืองทองธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีอิมแพ็คฯ และวิ่งต่อเนื่องไปยังจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี โดยเป็นที่ตั้งของสถานีทะเลสาบฯ
โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูเส้นทางหลัก ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าได้อีก 4 สาย ได้แก่
- รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่-เตาปูน)
- รถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต)
- รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)
- รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี)
ทั้งนี้ คาดว่าในการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสีชมพูส่วนต่อขยายในปีแรก จะมีปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ 13,785 คน/เที่ยว/วัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในการเดินทางเข้าพื้นที่เมืองทองธานีได้เป็นอย่างดี เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และมีผู้เดินทางเข้า-ออกเป็นจำนวนมาก
สรุปข่าวจากเดลินิวส์: อัพสปีด! สร้างส่วนต่อขยาย “รถไฟฟ้าสีชมพู” เข้าเมืองทองธานี
2. ชงปลดล็อกเครดิตบูโร สกัดหนี้นอกระบบ หนี้ครัวเรือนสูง
กระทรวงการคลังได้หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับข้อเสนอของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ที่เสนอให้แก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545
โดยนำสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) เช่น ธุรกิจลีสซิ่ง เช่าซื้อ รวมไปถึงนาโนไฟแนนซ์และฟิโกไฟแนนซ์ เป็นต้น ให้เป็นสมาชิก เพื่อนำส่งข้อมูลให้เครดิตบูโรได้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการประเมินสินเชื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการนำกลุ่มนอนแบงก์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะมีฐานข้อมูลการปล่อยสินเชื่อขนาดใหญ่มาก
ติดเครดิตบูโรหรือไม่ เช็กเครดิตบูโรด้วยตัวเอง รู้ผลใน 15 นาที
อย่างไรก็ดี ยังมีความเป็นห่วงประเด็นความไม่เป็นธรรมและสร้างผลกระทบให้กับประชาชนระดับล่างจนถึงระดับกลางที่อาจประสบปัญหาการกู้เงินในระบบในอนาคต
เนื่องจากเครดิตบูโรมีเงื่อนไขว่าผู้ที่เป็นหนี้เสียขาดการชำระหนี้เกิน 3 เดือน และถึงแม้จะชำระหนี้ค้างจ่ายคนครบถ้วนหมดแล้ว แต่จะมีข้อมูลประวัติหนี้เสียในเครดิตบูโรไปอีก 2 ปี ทำให้ขอกู้ในระบบไม่ได้ จึงเสนอให้เครดิตบูโรแก้ไขประเด็นนี้ เพื่อให้ผู้กู้พ้นการถูกขึ้นบัญชีดำทันที
ทั้งนี้ มีผู้ร้องเรียนกรณีการมีประวัติหนี้เสียในเครดิตบูโรมาที่กระทรวงคลังมากกว่า 1 ล้านราย เพราะไม่สามารถกู้ในระบบได้ ทั้ง ๆ ที่ผ่อนชำระครบถ้วนหมดแล้ว
เมื่อนอนแบงก์เข้าระบบเครดิตบูโรและยังมีเงื่อนไขห้ามปล่อยกู้ผู้ที่เคยมีประวัติค้างชำระหนี้ไว้ 2 ปี ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เคยเป็นหนี้เสียจะกู้เงินในระบบไม่ได้ จำเป็นต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูง และส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนในอนาคต
กระทรวงการคลังจะมีการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อร่างรายละเอียดนำไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว หากดำเนินการเรียบร้อยแล้วจะเสนอ ครม. อนุมัติต่อไป
สรุปข่าวจากไทยรัฐ: คลังปลดล็อกลูกหนี้เครดิตบูโร เล็งถก ธปท.ชำระเงินครบไม่ควรติดบัญชีดำ

3. ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ต่ำกว่าราคาตลาด 2-3 เท่า
กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า วันที่ 1 มกราคม 2566 จะเริ่มใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ครอบคลุมไปถึงปี 2569 แต่ในระหว่างทางหากเห็นว่าที่ดินแปลงใดเกิดความเหลื่อมล้ำสูง-ต่ำไม่เป็นธรรม สามารถอุทธรณ์มายังกรมฯ ได้ ขณะนี้มียื่นเรื่องเข้ามาจำนวน 4-5 ราย ส่วนใหญ่ราคาต่ำเกินจริง
ที่ผ่านมาได้ปูพรมประเมินทั้งโซนแนวถนน และแนวรถไฟฟ้าใหม่ ที่จะมีการก่อสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากสำนักงานที่ดินและวิเคราะห์จากราคาซื้อขายแวดล้อมไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ ยอมรับว่าราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์รอบใหม่ต่ำกว่าราคาตลาด 2-3 เท่าตัว ยกตัวอย่าง ที่ดินถนนสีลม เอกชนซื้อขายกันที่ 1.8-2 ล้านบาทต่อตารางวา ขณะราคาประเมินอยู่ที่ตารางวาละ 1 ล้านบาท
เช็กราคาประเมินที่ดิน 2565 ราคาที่ดิน 77 จังหวัด จากกรมธนารักษ์
ในอนาคตพื้นที่ใจกลางเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจ อาจจะมีการพิจารณาปรับราคาประเมินใหม่ ซึ่งคาดว่าราคาจะวิ่งไปแตะที่ 2 ล้านบาทต่อตารางวาได้ เพราะกฎหมายประเมินที่ดินปี 2562 เปิดทางให้กรมธนารักษ์ สามารถปรับราคาประเมินได้ตลอดเวลา หากเห็นว่าทำเลเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงสูง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบรอบบัญชีทุก 4 ปี
อย่างไรก็ดี ราคาประเมินรอบนี้ปรับขึ้นไม่มาก เฉลี่ยในเขตกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 2.69% ที่ปรับขึ้นน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเกรงว่าจะกระทบผู้เสียภาษีที่ดิน และผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการซื้อบ้าน
ขณะเดียวกันหากไม่ปรับขึ้นจะถูกต่อว่าจากประชาชนที่ขอรับชดเชยจากการเวนคืนที่ดินก่อสร้างโครงการรัฐซึ่งบริบทการใช้งานของราคาประเมิน จะต่างจากราคาซื้อขายตลาดอย่างสิ้นเชิง
การปรับขึ้นของราคาประเมินปีหน้าจะกระทบเจ้าของที่ดินที่ปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์มากกว่า หากปล่อยรกร้างติดต่อกัน 3 ปี เข้าสู่ปีที่ 4 เจ้าของที่ดินจะต้องเสียภาษีมากขึ้นถึง 3% ของมูลค่าราคาประเมิน เป็นเหตุให้ต้องอาศัยช่องว่างที่ถูกเปิดช่อง ปลูกพืชเกษตร เสียภาษีที่ดินในอัตราเกษตรที่ 0.01%
โดยปีหน้าจะเสียเพิ่มตามการอ้างอิงของราคาประเมินใหม่ และหากเกิดภาวะแบกรับไม่ไหวก็จะปล่อยเช่า คายที่ดินออกขายให้กับนายทุนที่ทำประโยชน์จริงในอนาคต เป็นกลไกที่รัฐต้องการให้ที่ดินที่อยู่ในมือแลนด์ลอร์ดได้กระจายออกสู่ประชาชนที่ต้องการใช้ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินอย่างแท้จริง
ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีที่อยู่อาศัยทั่วไป หากเป็นบ้านหลังแรกจะไม่กระทบ หรือแม้แต่บ้านหลังที่ 2 และหลังที่ 3 แต่ละปีจะเสียภาษีที่ดินไม่มาก ซึ่งจะต่างจากเจ้าของที่ดินที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก และการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่น ๆ (พาณิชย์/อุตสาหกรรม) ที่เสียภาษีที่ดินเท่ากับอัตรารกร้างว่างเปล่า
4. ยอด LTR Visa ทะลุ ต่างชาติศักยภาพสูงเข้าไทยกว่าพันราย
หลังจากที่ได้มีการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงพำนักในประเทศไทยผ่านการเปิดให้มีการยื่นใบสมัครขอวีซ่าระยะยาว (Long-Term Resident Visa : LTR Visa) ของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รายงานตัวเลขผู้ขอยื่นขอใบสมัคร LTR Visa อยู่ที่ 1,158 ราย โดยประเทศที่มีการยื่นขอใบสมัครมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 232 ราย, จีน 140 ราย, สหราชอาณาจักร 109 ราย, เยอรมัน 68 ราย และออสเตรเลีย 51 ราย ที่เหลือเป็นผู้สมัครจากประเทศอื่น ๆ
มาตรการดึงชาวต่างชาติซื้อบ้าน คนไทยคิดเห็นอย่างไร
สำหรับสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือ LTR Visa จะได้สิทธิพำนักในประเทศไทย 10 ปี สามารถใช้ช่องทางพิเศษ (Fast Track) ในการเข้าออกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ รายงานตัวทุก 1 ปี (จากเดิมทุก 90 วัน) และไม่ต้องยื่นขออนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักร (Re-entry permit) อนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย โดยลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 17 สำหรับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ และมีผู้ติดตามได้ 4 คน
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายที่จะดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่มีความสามารถ ทักษะการทำงานในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งมีความมั่วคั่งในระดับสูงให้เข้ามาทำงานและพำนักอยู่ในประเทศไทย 1 ล้านคน ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจากนโยบายนี้ไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านล้านบาท
5. อสังหาฯ แห่เปิดโครงใหม่ สะท้อนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2565 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยพบว่าในไตรมาสนี้ค่าดัชนีฯ ปรับตัวสูงขึ้นเท่ากับ 51.8 เพิ่มขึ้น จาก 49.8 ในไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (YoY) ที่มีค่าดัชนี 47.1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการมีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องมา 2 ไตรมาส หลังจากที่ปรับลดลงแรงในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565
การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่น อาจเนื่องมาจากภาวะของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของรัฐบาล ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจบริการที่ฟื้นตัวจากมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ ไตรมาส 3 ปี 2565 ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญกับปัจจัยลบที่สำคัญที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการ เช่น สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ และทิศทางการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย สะท้อนให้เห็นชัดเจนในผู้ประกอบการทั้งกลุ่ม Listed Companies และ Non-listed Companies
ขณะที่การสำรวจภาพรวมของระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่มีต่อการดำเนินธุรกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 1.3 จุด มาอยู่ที่ 57.9 โดยมีความเชื่อมั่นสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 ในเกือบทุกด้าน ยกเว้นเรื่องต้นทุนการประกอบการในการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลา 6 เดือนข้างหน้า
ขอบคุณภาพปกจาก Facebook: การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า
